English-Room

something to tell

posted on 24 Nov 2007 13:33 by gabrielle in English-Room, Personal

วันนี้ตื่นมาแต่เช้า(แต่อาจจะสายสำหรับคนอื่น)แล้วมานั่งอ่าน comments ทุกๆ comments ของทุกๆ entry แล้วก็ได้เจออยู่ comments หนึ่ง(เก่าแล้ว) ที่เขียนบอกเอาไว้เกี่ยวกับการแปลเพลงของ Gaby ประมาณว่า ช่วงแรกๆ แปลได้แข็งมากๆ แต่หลังๆ ก็เริ่มดีขึ้นแล้ว(แต่สำหรับตัวเองคิดว่ายังไม่ดี) แต่ตรงนี้ก็รู้ตัวนะคะว่าเป็นแบบนั้นจริงๆ สาเหตุก็คือ เพราะในช่วงแรกๆ นั้น ยอมรับว่าไม่รู้จะหาคำแปล(ภาษาไทย)คำไหน ที่มันจะสละสลวยมาเขียนได้ (เลยเดาไปเองว่าคำนี้คือความหมายแบบนี้ในภาษาไทย ความหมายมันเลยออกมาแปลกๆ)

แต่หลังจากที่เริ่มไปหาอ่านหนังสือ(ภาษาไทย)มากขึ้นจึงได้รู้ว่า ภาษาไทยนั้นก็ยากเหมือนกัน เพราะในภาษาไทย มีหลายๆ คำที่มีความหมายเดียว แต่มีคำให้เลือกใช้มากมาย เพื่อแสดงถึงอารมณ์ในขณะนั้นของผู้พูด แต่ในภาษาอังกฤษนั้นส่วนใหญ่จะมีแค่คำเดียวความหมายเดียว แล้วใช้น้ำเสียงหนักเบาสูงต่ำประกอบการพูดมากกว่า และในภาษาอังกฤษนั้นปกติจะไม่มีการแบ่งแยกอะไร อย่างเช่น "you" ก็เป็นได้ทั้ง "คุณ" ได้ทั้ง "แก" สังเกตได้จากหนังที่บรรยายไทย(Thai subtitles) นั้น ก็ใช้แบ่งแยกว่าตรงไหนควรที่จะแปลออกมายังไงจากน้ำเสียงและท่าทางของผู้แสดง แต่หากเป็นการบริการลูกค้าหรือในสังคมชั้นสูงจึงจะมีการใช้คำว่า "sir" หรือ "madam" เพื่อเพิ่มความสุภาพให้มากขึ้น

ไหนๆ ก็พูดมาถึงตรงนี้แล้วขอพูดถึงการเรียกชื่อด้วยเลยก็แล้วกัน
(รู้สึกว่าพี่ก๋อง blog เพื่อนบ้านจะเคยพูดไปแล้วนะแต่ขอพูดอีกครั้งคงไม่เป็นไร อย่าเพิ่งเบื่อไปซะก่อนล่ะคะ)

การเรียกชื่อบุคคลนั้นปกติจะใช้นามสกุลเป็นคำเรียก เช่น "Mr.Jonathan James" ควรจะเรียกว่า "Mr.James" ไม่ใช่ "Mr.Jonathan" แต่หากว่ารู้จักกันหรือสนิทกันแล้ว ก็เรียกชื่อได้เลยไม่ต้องมี "Mr." นำหน้า เช่น "Jonathan" หรือ "George" นอกจากนี้จะเรียกเป็นชื่อเล่นเฉพาะก็ได้ อย่าง "Gabrielle" จะมีชื่อเล่นคือ "Gaby" หรืออย่างเช่นหากว่าชื่อ
"William" ก็จะมีชื่อเล่นว่า "Will" หรือ "Bill" หากใครมีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ แล้วเคยเรียกแต่ชื่อเฉพาะของเขาอย่างเช่น "John" ลองถามเขาดูก็ได้ค่ะว่าชื่อจริงๆ เขาชื่อว่าอะไร

OK. มาเข้าเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนตั้งแต่แรกดีกว่า

คือในช่วงแรกที่เริ่มทำ blog หรือแม้แต่ตอนนี้ก็เถอะจะเห็นได้ว่า blog นี้มีแต่เพลงให้ฟังไม่ค่อยที่จะพูดถึงอะไรมาก แม้กระทั่งเพลงที่เอามาให้ฟังก็ยังแปลให้อ่านกันเฉยๆ นั่นก็เพราะว่าเป็นคนที่เล่าเรื่องไม่เป็น(หมายถึงเขียนน่ะค่ะ) กลัวว่าคนอ่านจะงงก็เลยไม่กล้าเขียน (แต่หากว่าอ่านข้างบนเข้าใจก็ช่วยให้กำลังใจกันหน่อยนะคะ) ตอนที่ทำ entry แรกยังถามพี่ก๋องจาก blog เด็กแนวมะกันเลยว่าจะทำ blog เกี่ยวกับอะไรดีเพราะด้วยเหตุผลที่บอกไปแล้วนะแหละค่ะ มันกลายเป็นข้อจำกัดของตัวเองไปซะนี่ มีคนบอกว่าให้ทำ blog สอนภาษาอังกฤษแนวเด็กอังกฤษบ้าง เพราะมีแนวเด็กมะกัน(อย่างพี่ก๋องไปแล้ว) จริงๆ ก็อยากทำอย่างนั้นค่ะ แต่เพราะด้วยเหตุผลที่บอกไปนั่นแหละค่ะ เลยไม่ได้ทำ แต่ตอนนี้จะเห็นว่าหลังๆ ไม่ได้มีแค่เพลงอย่างเดียวแล้วเริ่มมีเรื่องเล่ามาให้อ่านบ้าง (เห็นว่าสั้นๆ แต่ใช้เวลาเขียนนานมากนะคะ)

จริงๆ แล้วแค่อยากจะบอกกับทุกคนที่ได้เข้ามาอ่าน entry นี้ว่า การที่เราตั้งใจจะทำอะไรซักอย่าง อย่างตั้งใจ ก็มักจะประสบผลสำเร็จเสมอไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว และสำหรับตัว Gaby เองนั้นใช้วิธีอ่านให้มากๆ เข้าไว้ค่ะ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้างก็ขอให้อ่านไปก่อน ถึงแม้จะไม่เข้าใจแต่ก็ต้องอ่านให้จบค่ะ(ใช้วิธีเดาไปก่อนว่าคำนี้คืออะไร) เมื่อจบแล้วค่อยวนกลับมาดูค่ะว่าคำที่เราไม่เข้าใจน่ะ มันมีความหมายว่าอะไร(รับรองได้ผล แต่ขอให้ทำอย่างสม่ำเสมอ)

หากใครสังเกตเห็นตรง link ที่อยู่ด้านข้างจะเห็นว่ามี blog เด็กแนวมะกัน(ของพี่ก๋อง) กับ chrisdelivery อยู่ และที่เพิ่มมา 2 blog คือ blog http://aomang.exteen.com/ สำหรับ blog นี้จะเป็นนิยายค่ะ คำที่เขาใช้เขียนไม่ซับซ้อนจนเกินไป อ่านแล้วเข้าใจง่ายเห็นภาพตามที่เขาบรรยายไว้ได้ และ blog http://wormearth.exteen.com/ ที่เป็นคล้ายกับการบันทึกประจำวันของเจ้าของ blog เอง

การที่มาพูดถึงทั้ง 2 blog นี้จริงๆ ไม่ได้รู้จักอะไรเป็นการส่วนตัวเลยนะคะเพียงแต่เห็นว่ามันฝึกการอ่านของตัวเองดีค่ะ

เอาเป็นว่าสำหรับใครที่อยากพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ ก็ขอเพียงแค่ให้เราฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เท่านี้ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นแล้วล่ะค่ะ สำหรับ entry นี้ไม่รู้จะมีประโยชน์อะไรกับใครหรือเปล่า แต่ขอให้ทุกคนพูดภาษาอังกฤษกันเก่งๆ นะคะ แล้วเจอกัน entry หน้าค่ะ

 

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ exteen (หรือจะเป็นก็ได้) ที่เข้ามาอ่าน แล้วไม่รู้จะไปลอยกระทงที่ไหนลองไปลอยกระทงออนไลน์ที่

http://www.loikrathong.net/th/kt_online.php อันนี้เวอร์ชั่นไทย

http://www.loikrathong.net/en/kt_online.php English version

ขอให้ลอยกระทงกันอย่างมีความสุขนะคะ

English - Thailish

posted on 20 Nov 2007 11:26 by gabrielle in English-Room

วันนี้ขอมาพูดถึง "ภาษาอังกฤษแบบไทย ไทย" หรือ Tinglish หรือจะ Thailish ก็ตามแต่จะเรียกกันไป การที่มาพูดถึงเรื่องนี้นั้นก็เพราะปัจจุบันคนไทยมักจะใช้ภาษาอังกฤษแบบ Tinglish นี้กันเยอะ จะเพราะด้วยความเคยชินหรือเพราะอะไรนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ เพราะไม่ว่าจะใช้แบบไหนขอเพียงให้นำมาใช้เถอะค่ะ

ภาษาอังกฤษแบบ Tinglish ที่คนไทยนำมาดัดแปลงกันมากๆ ก็คือเรื่องของ "ไวยากรณ์"

ยกตัวอย่างด้วยประโยคง่ายๆ เช่นคำว่า

"เปิด/ปิดวิทยุ หรือ เปิด/ปิดโทรทัศน์"
(เอ้า! ลองนึกดูซิว่าถ้าจะพูดเป็นภาษาอังฤษต้องพูดว่ายังไง)



ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก ติ๊กต่อก


OK. มาดูกันว่าคุณจะพูดแบบไหน



"open the radio/TV - close the radio/TV"


หรือจะเป็น
"turn on the radio/TV - turn off the radio/TV"


ยกตัวอย่างอีกประโยคนึง
"ฉันรักคุณมาก"


"I very love you"


หรือจะเป็น
"I really love you"

ซึ่งจริงๆ แล้วประโยคสีน้ำเงินด้านล่างของทั้งสองประโยคคือประโยคภาษาอังกฤษที่ถูกต้อง
หากจะถามว่าแล้วถ้าจะพูดอย่างประโยคสีแดงข้างบนน่ะ คนฟังเข้าใจมั้ย ก็ขอบอกว่าเข้าใจนะ และหากจะถามต่อไปอีกว่า "แล้วมันจะเป็นอะไรมั้ยถ้าจะใช้แบบสีแดง" ก็ขอตอบว่า "ไม่เป็นอะไรหรอก" เพราะก็ยังดีกว่าที่จะไม่ใช้แบบไหนเลย

แต่หากไปพูดกับคนต่างชาติคนที่เป็นเจ้าของภาษาเอง เขาก็คงทำหน้าแปลกๆ แต่เขาก็เข้าใจที่คุณพูดออกไปนะ เขารู้ว่าคุณจะหมายความถึงอะไร เพราะฉะนั้นใช้ไปเถอะค่ะ(ถ้าไม่เดือดร้อนใคร)

อีกอย่างที่ภาษาอัีงกฤษแบบ Tinglish ที่คนไทยนำมาใช้กันก็คือการใช้ "ครับ,ค่ะ,นะ,ล่ะ ฯลฯ"

เช่น

see you khup

bye ka

I'm sorry na

you la

อย่างประโยคเหล่านี้ก็ไม่ผิดเหมือนกันเพราะคนไทยเคยชินกับการพูดมีหางเสียง

เมื่อเป็นแบบนี้แล้วไม่ว่าจะพูดแบบไหนจะแบบ English หรือ Tinglish ขอเพียงแค่นำมาใช้และพูดออกมาเท่านั้นล่ะค่ะ ไม่ต้องสนใจหรอกว่ามันจะผิดหรือถูก แค่เพียงสื่อสารกันเข้าใจเท่านั้นแค่นี้โลกของคุณก็จะเปิดกว้างขึ้นแล้วล่ะค่ะ ก็อย่างที่คนไทยเคยพูดไว้

"ผิด" เป็น "ครู" เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัว "ครู" เลยค่ะ

 

What ???????

posted on 16 Nov 2007 11:04 by gabrielle in English-Room

พอดีไปเจอมาค่ะก็เลยขอเอามาลงอ่านให้อ่านกัน 

 

ใครที่ยังไม่รู้จัก The wet ก็อ่านไว้นะ เผื่อ ฝรั่งถามทางจะได้ตอบถูก

เรื่องมีอยู่ว่า ระหว่างที่เรากำลังเดินไปมหา'ลัย

ก็มีผู้หญิืงฝรั่งอยู่คนหนึ่ง เป็นนักท่องเที่ยวแบ็คแพ็ค(Backpack) เดินเข้ามาถามเราว่า

"Execute me. How can I go to the wet ?"


"Hmm...? What wet ?"

"No. I mean the place."

สถานที่เหรอ...กรรมแล้วสถานที่ไหนเปียกล่ะ ?

"Pub?"

ชื่อผับเหรอ

"No."

"You mean... WEST?"

"No, I said THE WET not THE WEST!"

"So what would you do on the wet?"

จากนั้นฝรั่งก็หยิบแผนที่มาให้ดู

"I'll like to go this place. It's said there's near the wet."

เธอชี้ไปที่ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งเราดูไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะแผนที่มันดูงงๆ

แผนที่บอกชื่อสถานที่เป็นภาษาคาราโอเกะ แถมลายมือก็สุดยอดเลยด้วยอ่านยากมาก

"Do you know how could I go this place?"


"............"

เดินถนนสายนี้มา 5-6 ปี ยังไม่เคยรู้จักเลยว่าเดอะว้งเดอะเว้ดอยู่ที่ไหน

สงสัยฝรั่งจะมาผิดที่ซะแล้วล่ะมั้ง น่าสงสาร สวยซะด้วย

แต่ดันเมาควันพิษในเมืองไทยซะงั้น

แต่ทันใดนั้น จู่ๆ สายตา
เราก็เหลือบไปมองป้ายจากข้างหลังฝรั่งคนนั้น

ซึ่งอยู่อีกฟากของถนน

"จะบ้าตาย..."

สรุป เราโง่หรืออะไรกันแน่เนี่ย




user posted image